Saturday, September 03, 2005

The House On The Rock......so amazing!!!!!!


25 สิงหาคม 2005

วันนี้นัดกับเพื่อนๆ มี กอล์ฟ พี่คูณ นิดา หญิง แล้วก็ โจ๊ก ว่าจะไปเที่ยวกันโดยจุดหมายที่เราจะไปก็คือ The house on the rock ที่ Wisconsin ซึ่งอยู่ทางเหนือของรัฐ Illinois การเดินทางครั้งนี้เราไปเช่ารถ Ford รุ่น Explorer มาใช้กันเพื่อที่จะได้เดินทางไกลและจะได้นั่งกันได้สบาย โดยที่พี่คูณกับโจ๊ก เป็นคนขับรถ คร่าวๆมาว่า สถานที่แห่งนี้เป็นบ้านของคนรวยคนหนึ่ง แต่หลังจากที่เค้าเสียชีวิตก็มอบบ้านหลังนี้ให้เป็นสมบัติของเมือง ดังนั้นที่ Wisconsin ก็เลยเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว (เก็บเงินค่าเข้าชมด้วย)

เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ก็มาถึงจุดหมาย ที่ทางเข้าเรื่อยไปจนถึงที่จอดรถก็ประมาณ 1 กม. เต็มไปด้วยต้นไม้ที่ขึ้นให้ความร่มเย็นแก่สถานที่แห่งนี้ สิ่งที่สะดุดตามากๆก็คือ สถาปัตยกรรม ที่ เป็นรูปทรงกลม และมีช่องยื่นออกมาไว้ปลูกดอกไม้ บางอันมีรูปมังกรเกาะอยู่ และ บางอันก็เป็นกิ้งก่าเกาะอยู่ ซึ่งสถาปัตยกรรมนี้ก็มีเรื่อยไปตามข้างทางตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงที่จอดรถเช่นกัน

หลังจากที่ได้เข้าไปในตัวบ้านแล้ว ก็ทำให้ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า บ้านหลังนี้ถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมด 28 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องก็จะเป็นห้องที่มีของมีค่ามากมาย รวมทั้งของสะสมต่างๆด้วย เช่น

ห้องสวนสนุก เป็นห้องที่มีม้าหมุนขนาดเท่าที่มีอยู่ในสวนสนุก (คิดดูละกันว่าจะเป็นห้องที่ใหญ่ขนาดไหน) ในห้องนี้ก็เป็นห้องมืดๆ จะมีก็เพียงแสงไฟจากตัวเตรื่องเล่นม้าหมุนเท่านั้นเอง และมีเสียงดนตรีที่ทำให้เราได้รู้สึกว่าเราได้มาสวนสนุกจริงๆอีกด้วย

ห้องที่เกี่ยวกับทะเล ก็จะมี รูปปั้นปลาวาฬที่กำลังดิ้นรนให้รอดพ้นจากการถูกรัดจากปลาหมึกยักษ์ ถ้าพูดแค่นี้อาจจะรู้สึกว่ามันก็เป็นรูปปั้นธรรมดาเท่านั้น แต่ไม่ใช่เลยเพราะรูปปั้นนี้สูงประมาณ 100 เมตร และ กว้างกว่า 60 เมตรเลยทีเดียว และยังมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเดินเรือให้เราได้ชม รวมถึงรูป, ข้อมูล และโมเดลของเรือที่โด่งดังในสมัยก่อน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมี Titanic รวมอยู่ด้วย

และยังมีห้องหลายห้องที่เป็นห้องที่มีอุปกรณ์ดนตรี ทั้งของยุโรป และ เอเชีย ซึ่งถ้าเราหยอดเหรียญลงไป เครื่องดนตรีก็จะเริ่มบรรเลงเพลงเองทันที ซึ่งแต่ละห้องก็เรียกได้ว่าเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่มากเลยทีเดียว แต่ห้องดนตรีที่ถูกใจมากก็คงเป็นห้องดนตรีของชาวจีน ที่จะมีรูปปั้นซึ่งจะขยับมือที่ถือพัดอยู่ กลองก็จะตีเอง และมีรูปปั้นพระพุทธรูป รวมทั้งประดับประดาด้วยโคมไฟอย่างสวยงาม ซึ่งภาพโดยรวมของห้องจะออกมาโดยใช้สีแดงเป็นหลัก เรียกได้ว่าตระการตามากเลยทีเดียว และเพลงนั้นก็ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าเป็นเอเชียมากๆ อีกด้วย

แต่ในบรรดาห้องทั้งหมดนั้น ที่เป็นไฮไลต์จริงๆ ก็น่าจะเป็นห้องที่มีช่อว่า Infinity Room ซึ่งเป็นห้องสามเหลี่ยมที่ยื่นออกไป 218 feet นอกตัวบ้านที่ตั้งอยู่บนภูเขา และสูงจากพื้นดิน 156 feet เรียกได้ว่ายื่นออกไปยาวมากโดยที่มีเสาหินต้นเดียวรองรับเอาไว้เท่านั้นตัวผมเองก็ได้เดินเข้าไปที่ห้องนี้เหมือนกัน ระหว่างเดินไปก็หวาดเสียวไปเพราะเห็นต้นไม้อยู่ข้างล่างเต็มไปหมด และยอมรับว่าสูงมากๆ

นี่เป็นตัวอย่างเพียง 3 ห้อง เท่านั้นจาก 28 ห้องของ The house on the rock หลังนี้ เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการเสียเงินเข้ามาชมจริงๆ ส่วนห้องอื่นๆนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลยเช่น ห้องทีมีเครื่องมือหมักเล้าและไวน์ ห้องบ้านตุ๊กตา ห้องที่เก็บบอลลูนและรถโรสรอยล์ที่หุ้มไว้ด้วยหนังจระเข้ทั้งคัน ห้องที่เก็บของสลักทำจากงา ห้องที่เก็บชุดออกรบของอัศวิน เรียกได้ว่า ต้องใช้เวลากว่า 3 ชม. ในการเดินจนครบทั้ง 28 ห้องเลยทีเดียว ไม่ธรรมดาเลบจริงๆกับบ้านหลังนี้

ส่วนอารมณ์ที่ได้รับก็คือ ความอิ่มเอมที่ได้จ้องมองของมีค่าที่ตัวเจ้าของบ้านได้เก็บรวบรวมสะสมไว้ และ รวมถึงความเมื่อยที่ได้รับจากการเดิน อีกทั้งยัง สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า “ขอเพียงมีเงิน อะไรก็ทำได้จริงๆ”

ส่วนรูปที่ถ่ายมานั้นเรียกว่าต้องรวบรวมจากเพือ่นๆเลยทีเดียวเพราะว่า กล้องผมตัวเดียวนั้นไม่พอเลยทีเดียวเพราะแบตเตอรี่นั้นหมดซะก่อน ที่จะถ่ายรูปได้ครบทุกห้อง เช่นเดียวกับกล้องของกอล์ฟที่แบตเตอรี่หมดก่อนเช่นกัน ส่วนกล้องของโจ๊กนั้นก็เรียกว่าเกลี้ยงเลยทีเดียว เพราะถ่ายไปตั้ง 360 รูป ยังเกือบไม่พอ……


ผมได้ซื้อหนังสือรูปภาพของ The house on the rock มาด้วย สนนราคาตั้ง $25 แหนะ แต่ก็คุ้มค่ามากๆเลย.........

Tuesday, August 09, 2005

จากรถลงเรือที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก...

“หาว.............................................” ตอนนี้ผมกำลังง่วงเพราะต้องตื่นมาอาบน้ำตั้งแต่ 6 โมงเช้าวันอาทิตย์ เพราะมีนัดกับเพื่อนๆว่าจะออกเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน และตอนนี้ผมอยู่ระหว่างขับรถมุ่งออกจากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดราชบุรีเพราะจุดหมายปลายทางของพวกเรา คือ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก (Floating Market)

รวมผมด้วยก็ 4 คน ที่ฝากชีวิตไว้กับการขับรถของผม คนแรกคือ พี่เงาะ เป็นพี่ที่ใจดีและเรียบร้อยมากๆๆ (ย้ำว่ามากๆๆ) คนที่สองคือ พี่เจน แต่ เพื่อนๆมักจะเรียกว่า หมี ส่วนผมก็เรียกว่า พี่หมี คนนี้ถ้าเปรียบกับพี่เงาะแล้วเรียกว่าต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้ ก็เพราะว่าเค้าเป็นพี่ที่กวนประสาทมากๆๆๆ แต่ในความกวนนั้นก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับเพื่อนๆได้เสมอ ส่วนคนที่สาม ชื่อ ก้อย คนนี้อายุเท่าผม เป็นผู้หญิงที่สนุกสนาน ร่าเริง ผมมักจะเห็นรอยยิ้มที่สดใสและจริงใจบนใบหน้าเค้าเสมอ

การเดินทางก็ไม่ยากอะไร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เริ่มจากขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าข้ามสะพานพระรามเก้า (สะพานแขวน) มุ่งไปทางสมุทรสาคร หลังจากนั้นก็ตรงไปเรื่อยๆ พอถึงกิโลเมตรที่ 65 ก็ ขึ้นสะพานกลับรถ โดยใช้เส้นทางเดียวกับการไปอุทยานร.2 แต่จะให้ดีก็ดูป้ายบอกทางดีกว่า เพราะมีป้ายบอกทางไปเป็นระยะๆ และทางเข้าตลาดน้ำจะอยู่ทางซ้ายมือ ระหว่างทางไปแต่ละคนก็ดูหน้าง่วงๆทั้งนั้น แต่ผมมั่นใจว่าพอไปถึงทุกคนจะต้องหายง่วงเป็นปลิดทิ้งแน่ๆโดยเฉพาะตัวผมเอง เพราะตัวผมเองก็รอคอยการเดินทางครั้งนี้มาเดือนนึงแล้ว

เวลาประมาณ 10 โมงเช้า เราก็ไปถึงตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตอนนี้คนเยอะมากๆทั้งที่เป็นคนไทยเองและคนต่างชาติ บ้างก็มีไกด์นำเที่ยว บ้างก็มีเพื่อนๆนำเที่ยว บางกลุ่มก็มาเที่ยวกันตามประสาเพื่อนฝูง บางกลุ่มก็มากันเป็นคู่ บางกลุ่มก็มากันทั้งครอบครัวเลยก็มี แต่สำหรับผมแล้ว ยังดูงงกับการที่เริ่มเดินแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหาเรือขึ้นที่ไหน แต่พอดีพี่เจนบอกว่าให้ไปทางนี้เพราะพี่เค้าเคยมาแล้ว ก็เลยเดินตามเค้าไป โดยไปทางซ้ายมือ จากนั้นผมก็เริ่มรู้แล้วว่าทำไมสถาที่แห่งนี้ถึงถูกเรียกว่าตลาดน้ำ ก็เพราะว่า พ่อค้า แม่ค้า ที่นี่ต่างก็ฝากชีวิตไว้กับของที่พวกเค้านำมาขายบนเรือพายนั่นเอง และการที่จะเข้าไปจับจ่ายซื้อของนั้นก็ต้องลงเรือไปหาพวกเค้า เช่นกัน อย่างไรก็ดีใกล้ๆกับทางเดินก็ยังมีเรือที่เทียบเข้ามาเพื่อขายของอยู่บ้าง เริ่มจากพี่เงาะที่ต้องการซื้อขนมเบื้องรับประทาน ก็เรียกว่าเป็นการซื้อที่ถูกเวลาจริงๆเพราะพวกเราก็ดูจะหิวกันบ้างแล้ว

จากนั้น ผมกับก้อย ก็ เดินไปที่ท่าเรือเพื่อถามเกี่ยวกับเรื่องที่จะเช่าเรือเพื่อเข้าสู่ตลาดน้ำ ซึ่งพอคุยกับเจ๊ที่น่าจะเป็นเจ้าของเรือแล้ว (เจ๊หน้าขาวมาก สงสัยว่าโบ๊ะแป้งมาแน่นอน) ก็ได้รับทราบมาว่าเค้าจะเก็บค่าเช่าเรือพวกเรา 400 บาท ซึ่งพวกเราก็ว่าแพงแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะยอมรับมัน อย่างไรก็ดีมันก็ถูกกว่าราคาที่เจ๊เก็บค่าเช่าจากคนต่างชาติ เพราะผมแอบได้ยินว่า เจ๊เก็บค่าเช่าสูงถึง 1000 บาทเลยทีเดียว จากนั้นพวกผมก็รอเรืออยู่ประมาณ 10 นาที ก็ได้ขึ้นเรือสักที เรือลำที่พวกเราขึ้นมีป้าคนนึงเป็นคนพาย ชื่อว่าป้าหมอน เชื่อว่าถ้าเจอป้าแกข้างนอกที่ไม่ใช่ตลาดน้ำแห่งนี้ ผมคงไม่เชื่อว่าป้าสามารถพายเรือได้แน่นอน เพราะป้าดูแก่ แต่จริงๆแล้วเป็นป้าที่ทรงพลังมากๆ บนเรือนั้น ผม นั่งอยู่ที่หัวเรือ ตามมาด้วย ก้อย พี่เงาะ และ พี่เจน ซึ่งก็เป็นเรือที่ค่อนข้างเก่าแต่ก็ดูไว้ใจได้เลยทีเดียวในเรื่องความปลอดภัย (บวกกับความเจนสนามของป้าแก ที่คอยตะโกนบอกให้เรือลำอื่นพายให้ถูกที่ถูกทาง)

ระหว่างการเดินทางบนเรือนั้นพวกเราก็ดูของไปและก็ถ่ายรูปกันไป ซึ่งเรือเราก็ลอยผ่านเรือลำอื่นๆที่เป็นทั้งเรือของนักท่องเที่ยวและเรือของพ่อค้า แม่ค้า อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้รู้ว่าไม่ใช่ว่าเฉพาะบนถนนเท่านั้นที่รถติด แต่ที่นี่ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน บางครั้งที่เรือของพวกเราต้องจอดอยู่เฉยๆ เพราะ ต้องรอให้เรือลำอื่นผ่านมาก่อน โดยเฉพาะเรือยนต์และ เรือหางยาว ที่มักจะสร้างความเดือดร้อนให้กับเรือพายเสมอ(โดยเฉพาะควันจากท่อไอเสียที่สร้างมลภาวะทางอากาศ) ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเรือยนต์และ เรือหางยาว นั้นไม่ควรนำมาใช้เลยทีเดียวเพราะ มันได้บั่นทอนความคลาสสิค (Classic) ของตลาดน้ำแห่งนี้จนหมดสิ้นและไม่ใช่ผมคนเดียวที่คิดเช่นนี้ ก้อย เองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน และ ผมคิดว่าคนไทยหลายคนก็ต้องคิดเหมือนกันแน่นอน

สำหรับของที่ขายที่นี่นั้นก็เป็นของประเภทของที่ระลึก(Souvenir) เสียส่วนใหญ่ เช่น เสื้อลายตลาดน้ำ พัด หมวก กระเป๋าถัก หน้ากาก ซึ่งจะว่ากันจริงๆแล้วของเหล่านี้ส่วนมากสามารถหาได้จากตลาดนัดสวนจตุจักร (JJ Market) นอกจากนั้นก็จะเป็นผลไม้ และของกิน เช่น ลองกอง ฝรั่ง มะพร้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมเบื้อง เฉาก๊วย ขนมถ้วย โดยเฉพาะขนมถ้วยนั้น ถูกใจพวกเราสี่คนมากๆ เพราะ ขนมถ้วยที่นี่นั้น ใหญ่เท่าฝ่ามือเราเลยทีเดียวและก็หวานอร่อยมาก ราคาก็ 5 บาทต่อถ้วยเท่านั้นเอง แต่ว่ากันตามตรงสิ่งที่ผมอยากกินมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ก๋วยเตี๋ยวเรือ ซึ่งพวกเราก็บอกกับป้าหมอนว่าเราอยากกินก๋วยเตี๋ยว ป้าแกก็จัดให้ได้ทันที ซึ่งก็เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าไม่อร่อยเลย โดยเฉพาะเรื่องรสเค็มเนี่ยต้องยกให้เลย(ต้องที่อนุสาวรีย์ชัย ในวัดมะกอก อร่อยกว่ามาก) ขนาดที่ว่าผมใส่น้ำส้มไปประมาณ 4 ช้อนแล้วรสเค็มก็ไม่เปลี่ยน อย่าว่าแต่ตัวผมเองเลย เพราะก้อย และ พี่เงาะยิ่งกว่าอีก เธอได้ใส่น้ำปลาเพิ่มไปอีก (คิดดูจะเค็มขนาดไหน) แต่จะทำไงได้หละ ยังไงก็ต้องกินให้หมดแหละเพราะอุตส่าห์มาถึงตลาดน้ำทั้งที โดยสนนราคาชามละ 20 บาท

หลังจากนั้นป้าหมอนก็พายเรือพาเราย้อนกลับทางเดิม เพราะถึงเวลาที่เราต้องกลับแล้ว ซึ่งก็พอดีกับความอดทนของพวกเราที่ดูชักจะเหนื่อยล้าแล้วเหมือนกัน บวกกับความร้อนและแสงแดดของพระอาทิตย์ที่เคลื่อนมาอยู่ตรงกลางศรีษะเราพอดี ระหว่างทางกลับไปยังท่าเรือนั้น สิ่งเดียวที่ผมทำได้ก็คือ พยายามซึมซับทุกอย่างของตลาดน้ำดำเนินสะดวกแห่งนี้ ทั้ง คน บรรยากาศ และ วิถีการดำเนินชีวิต โดยการนั่งเฉยๆและปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามที่มันเป็นอยู่ เพียงแต่ใช้สายตาและประสาทสัมผัสรับรู้ถึงความเป็นไปของตลาดน้ำแห่งนี้……………

…………ป้าหมอน แกขอทิบจากพวกเราด้วย ซึ่งแกใช้วิธีพายเรือไปหาที่เงียบๆแล้วก็ขอทิบจากพวกเรา (เจ๋งมะ) ซึ่งพวกเราก็ตกลงให้ป้าไป 50 บาท…………………